วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2562








โรงเรียนเพ็ญพิทยาคม (อังกฤษ: Phenpittayakhom School) เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษา ประจำอำเภอเพ็ญ จังหวัด อุดรธานี โดยเปิดสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-3) และตอนปลาย (ม.4-6) แผนการเรียนในระดับชั้นมัธยมปลายมีทั้งหมด 2 แผนการเรียน ได้แก่ แผน 1 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ และแผน 2 แผนการเรียนทั่วไป รวมทั้งเปิดสอนภาษาจีนในทุกระดับชั้น โรงเรียน ตั้งอยู่บนถนน เพ็ญ - นิคม ห่างจากอำเภอเพ็ญ ประมาณ 2 กิโลเมตร บ้านวังบัวเหลือง ตำบลเพ็ญ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ส่วนใหญ่นิยมเรียกชื่อสั้นๆ ว่า “เพ็ญพิทย์”

ปี พ.ศ. 2509 ระหว่างปลายเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคมได้เกิดอุทกภัยร้ายแรงเป็นเหตุให้พื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำโขงเกิดความเสียหายจากน้ำท่วมบริเวณพื้นที่ตำบลจอมศรี อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ก็ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยครั้งนี้ด้วย ประชาชน ทั่วประเทศต่างมีจิตเมตตาบริจาคเครื่องอุปโภคบริโภคมาช่วยเหลือเป็นอันมาก


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรม ราชินีนาถและสมเด็จพระราชชนนี ทรงเป็นห่วงราษฎรได้เสด็จมาเยี่ยมราษฎรที่ประสบอุทกภัย การเสด็จครั้งแรกมีนายสุวรรณ รื่นยศ อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ ได้มารอรับเสด็จที่อำเภอเพ็ญด้วย อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ได้กล่าวกับนายอำเภอเพ็ญว่า "เพื่อเป็นการปลอบขวัญประชาชน นายอำเภอเห็นควรทำอย่างไร" นายอำเภอเพ็ญได้เรียนว่า "ใคร่จะได้โรงเรียนสัก 1 หลัง ฝากเป็นอนุสรณ์แก่พี่น้องชาวอำเภอเพ็ญ"
เดือนธันวาคม พ.ศ. 2509 ได้รับการจัดสรรเงินที่กรมประชาสงเคราะห์ได้รับบริจาคช่วยเหลือน้ำท่วมมาให้สร้างโรงเรียนดังกล่าว ในวงเงิน 350,000 บาท อำเภอจึงได้ดำเนินการสร้างโรงเรียน 1 หลังตามแบบ 104 เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวมี 7 ห้องเรียน สร้างในที่ดินราชพัสดุ หลังที่ว่าการอำเภอเพ็ญ เยื้องด้านทิศตะวันตกในที่ดิน 15 ไร่เศษพร้อมด้วยบ้านพักครู 1 หลัง ห้องน้ำห้องส้วม 1 หลัง 4 ที่ สร้างเสร็จทำการส่งมอบอำเภอเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2511 และได้ตั้งชื่อตามกรมที่จัดสรรเงินว่า " โรงเรียนประชาสงเคราะห์ 7 "

อนึ่ง อำเภอได้พิจารณาว่าอำเภอนี้ยังไม่มีโรงเรียนมัธยมศึกษาเลยแม้กระทั่งโรงเรียนราษฎร์ อำเภอจึงขอใช้โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษารับนักเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 3 และเปิดป้ายโรงเรียนตั้งแต่วันศุกร์ที่ 12 เมษายน 2511 มีนายองอาจ วุฒิเสน เป็นผู้บริหารคนแรก

ต่อมาโรงเรียนเห็นว่าที่ดินที่โรงเรียนตั้งอยู่ซึ่งมีจำนวน 15 ไร่เศษนั้นจะน้อยเกินไปสำหรับการขยายตัวของนักเรียนซึ่งมีอัตราเพิ่มอย่างรวดเร็วจึงได้ดำเนินการติดต่อขอที่ดินเอกชนและได้รับความร่วมมือบริจาคที่ดิน จำนวน 6 ราย คือ

1. นายสุรพล ผาจวง อาจารย์ใหญ่โรงเรียนบ้านสังซา
2. นายสวัสดิ์ งามจิตร อาจารย์ช่วยราชการแผนกศึกษาธิการอำเภอเพ็ญ
3. นายผัน รอดชมภู ราษฎรบ้านเหล่าสูง
4. นายบุญมี รดแดงนอก ราษฎรบ้านเหล่าสูง
5. นางเชื่อง จันทบุตร ราษฎรบ้านเหล่าสูง
6. นายจูม รอดชมภู ราษฎรบ้านเหล่าสูง






 



























http://www.phenpit.ac.th/











วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2562



เปิดตำนานม้าคำไหล บั้งไฟล้าน บ้านธาตุ อ.เพ็ญ









งานบั้งไฟล้าน ตำนานม้าคำไหล เป็นงานบุญบั้งไฟของชาวบ้านธาตุ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี มาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยจะจัดขึ้นในวันเพ็ญเดือน 6 ของทุกปี เพื่อถวายแด่องค์พระศรีมหาธาตุ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ชาวตำบลบ้านธาตุ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี และชาว ต.สองห้อง อ.เมือง จังหวัดหนองคาย
บุญบั้งไฟที่ อ.บ้านธาตุ จะต่างจากที่อื่นๆ ไปเพราะมีม้าคำไหลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย กล่าวคือ ม้าคำไหลเป็นม้าฑัณทะกะที่พระพุทธเจ้าทรงใช้เมื่อทรงออกผนวช ดังมีตำนานเล่าว่า พ่อตู้สมศรีผู้พบซากปรักพังของบ้านธาตุ และพบพระธาตุเจดีย์ จึงได้นำพรรคพวกญาติพี่น้อง และผู้สมัครรักใคร่มาร่วมทำการบูรณะปฏิบัติพระธาตุเจดีย์ และสร้างบ้านธาตุขึ้นใหม่ขึ้น ชาวบ้านจึงได้แต่งตั้งให้เป็น พระศรีธาตุ ปกครองบ้านเมือง ต่อมาวันหนึ่งได้นิมิตว่า "มีชายแต่งกายสีขาวมาบอกให้ไปซื้อม้าขาวตัวหนึ่งที่อยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านโดยอย่าต่อรองราคา เมื่อซื้อแล้วให้ขี่กลับมาได้เลย เพราะเป็นม้าพระพุทธเจ้า" จึงปฏิบัติตามและก็เป็นจริงตามที่ฝัน เดิมทีพ่อตู้ศรีขี่ม้าไม่เป็น แต่สามารถขี่ได้อย่างคล่องแคล่ว ถือได้ว่าเป็นผู้มีบุญญาธิการ พ่อตู้สมศรีได้ขี่ม้าขาวฑัณทะกะตัวนี้ออกเยี่ยมเยียนราษฎรตลอดมาให้ได้รับความผาสุขได้อย่างรื่นไหลไม่ติดขัด มีค่าเสมือนทองคำ จึงขนานนามม้าฑัณทะกะว่า “ม้าคำไหล”
พ่อตู่สมศรีและม้าคำไหลได้เสียชีวิตลงในเวลาใกล้เคียงกันในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ประชาชนต่างอาลัยรักอย่างสุดซึ้ง จึงได้ทำบุญอุทิศส่งดวงวิญญาณให้กับพระศรีธาตุ และดวงวิญญาณของม้าฑัณทะกะ หรือม้าคำไหลให้ได้ขึ้นสู่สรวงสวรรค์ในวันอาสาฬหบูชา คือ วันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธองค์ และหากละเว้นการปฏิบัติ ชาวบ้านจะเกิดอาเพศล้มตาย หรือเกิดทุพภิกขภัยอย่างน่าอัศจรรย์ จึงได้มีการทำบั้งไฟจุดส่งดวงวิญญาณในวันทำบุญอุทิศทุกปี แต่ต่อมาวิญญาณม้าคำไหลได้เข้าทรงตาจ้ำว่า ขอให้คนนั้นคนนี้เป็นร่างทรง โดยให้ประดิษฐ์ม้าไม้จำลองเหมือนกับม้าก้านกล้วย แล้วขี่ออกวิ่งเยี่ยมเยียนอวยพรให้แก่ประชาชนผู้มาร่วมงานประเพณีบุญบั้งไฟทุกปี จนเป็นที่เอิกเหริกลื่อเลื่องไปทั่วแผ่นดิน โดยขณะที่ร่างทรงนำม้าออกวิ่ง ถ้าหยุดตรงกับผู้ใดหรือชนถือว่าผู้นั้นมีโชคให้รีบยกมือไหว้ขอพรหรือทำบุญด้วยปัจจัยที่มีอยู่ทันที อย่าละเว้นทั้งนี้เพื่อเป็นศิริมงคลให้แก่ตัวเอง 
ต่อมา เมื่อย่างเข้าสู่สมัยโลกาภิวัตร ได้มีคหบดีชาวบ้านธาตุผู้ใจบุญและบุคคลที่มีความสำเร็จสมหวังจากการบนบานศาลกล่าว พระมหาธาตุเจดีย์และม้าคำไหล ได้รวมพลังกันจัดมหกรรมบุญบั้งไฟล้านขึ้น เพื่อเป็นมหาบูชาที่ยิ่งใหญ่ จนเป็นข่าวขจรขจายไปทั่วโลก โดยคณะลูกสาวของคุณตาบุญหนา เหรวรรณ ที่อยู่ในต่างประเทศ และได้พากันกลับมาบูชาพระมหาธาตุ วัดศรีเจริญโพนบก บ้านธาตุ หมูที่ 10 ทุกปี ได้แก่ คุณพรพิมล คุณสุภนาถ และคุณละอองดาว เหรวรรณ จนกระทั่งกลายเป็นประเพณีบุญบั้งไฟล้านของชาวบ้านตำบลบ้านธาตุ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี สืบมาจนถึงปัจจุบัน 
สำหรับกิจกรรมภายในงานฯ ประกอบด้วย การแข่งขันวิ่งมินิมาราธอน การประกวดธิดาบั้งไฟล้าน การประกวดธิดาจำแลง การแสดงพื้นบ้าน การจุดบั้งไฟล้าน บั้งไฟแสน บั้งไฟหมื่น ที่ หนองศรีเจริญ ต.บ้านธาตุ อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี ตั้งแต่วันที่ 3 - 9 พฤษภาคม 2555 
ม้าคำไหล เป็นวัฒนธรรมความเชื่อ ที่ชาวบ้านธาตุยึดมั่น สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ม้าคำไหลเป็นม้าไม้จำลองที่สมมุติทำขึ้นขนาดเท่าแขนคน มีลักษณะเหมือนม้าก้านกล้วย ส่วนหัวคล้ายม้า ลำตัวกลมยาวประมาณ 60 เซนติเมตร มีพู่หาง ไม่มีขา ใช้ขี่โดยคนทรง เพื่อร่วมกิจกรรมขบวนแห่บั้งไฟล้าน ของชุมชนบ้านธาตุ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ในวันเพ็ญเดือน 6 และแรม 1 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี ม้าคำไหลเป็นกิจกรรมเข้าทรงที่จะขาดหรือละเว้นไม่ได้ ทั้งนี้เพราะการละเล่นของม้าคำไหล จะมีผลต่อการอยู่ดีกินดีและความผาสุกร่มเย็นของชาวบ้าน หากละเว้นจะเกิดมีอาเพศ หรือเกิดอุบัติภัยต่างๆ นาๆ ขึ้น 
ม้าคำไหล เป็นกิจกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่สืบทอดกันมาแต่บรรพกาล เสียดายที่ไม่มีบันทึกหลักฐานที่ชัดเจน แต่จากการสอบค้นตำนานเมืองเพ็ญ และมีการเล่าต่อๆ กันมา พอจะสันนิษฐานได้ว่า มีมาในสมัยพระศรีธาตุ หรือพ่อตู้สมศรีระหว่าง พ.ศ.2390 หรือประมาณ 161 ปีมานี่เอง จำเดิมมีผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า ม้าคำไหล คือ ม้าฑัณทกะที่นายฉันนะใช้เป็นพาหนะนำพระเจ้าสิทธัตถะทรงออกผนวช และเมื่อทรงผนวชแล้ว จึงให้นายฉันนะนำม้าฑัณทกะกลับวัง แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ปรากฏ ม้าฑัณทกะได้เสียชีวิตระหว่างทาง แต่ด้วยบุญบารมีของพระเจ้าสิทธัตถะได้บันดาลให้ไปจุติเป็นเทพ ซึ่งในกาลต่อมาวิญญาณม้าฑัณทกะดังกล่าวได้มาเข้าทรงชาวบ้านธาตุเพื่อร่วมบูชาแถนในงานประเพณีบุญบั้งไฟด้วย จึงต้องจัดทำม้าจำลอง และจัดหาคนทรงขี่ม้าจำลองร่วมในขบวนแห่งานบุญบั้งไฟของบ้านธาตุตลอดจนถึงปัจจุบัน 
ขบวนม้าคำไหลประกอบด้วยผู้ร่วมงานเป็นทีม จำนวนทั้งสิ้น 18 คน ได้แก่ คนทรงม้า 1 คน คนถือหางม้า 1 คน คนตีกลอง 2 คน คนตีฉาบ 1 คน หมอลำ 1 คน หมอแคน 1 คน ลูกหาบและหมอฟ้อน 11 คน การแต่งกายทั้งคนทรงและทีมงาน จะสวมใส่เสื้อผ้าสีดำ ติดแปะด้วยริ้วผ้าสีต่างๆ รอบตัว ดูคล้ายๆ กับพลพรรคยาจกในภาพยนตร์จีน แต่มีอิสระในการร่วมขบวน โดยจะออกหน้า รั้งท้าย หรือตรงไหน แล้วแต่อัธยาศัยของคนทรง ลักษณะการวิ่งของม้าคำไหล อาจมีทั้งเดิน วิ่งเหยาะ หรือวิ่ง จะเป็นไปตามพฤติกรรมของคนทรง ซึ่งอาจมีการวิ่งเบียดชน หรือวิ่งกระแซะท่านผู้ชมขบวน ให้ต้องวิ่งหลบกันกระเจิงเป็นที่สนุกสนาน ส่วนผู้ใดที่ถูกชน หรือม้าคำไหลหยุดนิ่งต่อหน้าใคร ผู้นั้นจะต้องให้อาหารม้าด้วยเงิน ขนม ของขบเขี้ยว หรือเครื่องดื่มตามแต่อัธยาศัย 
เช้าของวันขึ้น 15 ค่ำ และเช้าวันแรม 1 ค่ำ เดือน 6 เมื่อทุกอย่างพร้อม ในเวลา 09.00 น. จะมีการทำพิธีอัญเชิญวิญญาณเทพม้าฑัณทกะเข้าทรงคนทรง เพื่อดำเนินกิจกรรมเข้าร่วมประเพณีงานบุญบั้งไฟทั้ง 2 วัน จนกระทั่งเวลา 12.00 น. เป็นเสร็จพิธี อนึ่งคนทรงจะต้องมีสุขภาพแข็งแรง ถูกโฉลกกับวิญญาณที่จะเข้าสิง โดยเมื่อมีโอกาสเป็นคนทรงแล้ว อาจต้องทำหน้าที่ติดต่อกันหลายปี จนกว่าจะแก่เฒ่า หรือสุขภาพไปไม่ไหว หรือขอลาออก คนทรงคนแรก ได้แก่ พ่อตู้ศรีวิชัย (สมัยนั้นยังไม่มีนามสกุล) 










บุญข้าวสากเป็นยบญประจำปี ของภาคอีสานในเดือนสิบของทุกปี. และอีกบุญหนึ่ง คือบุญข้าวประดับดิน.  บุญข้าวสากนี้ถือว่าเป็นยุญใหญ่ข...